วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

แด่อิสระภาพ PAPILLON


























  

Papillon ปาปิญอง (1973)
 
กำกับโดย Franklin J. Schaffner
นำเเสดงโดย Steve McQueen, Dustin Hoffman
ค่าย Warner Bros.
ความยาว 150 นาที
 
หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังเก่าเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมาก ให้อารมณ์กับผมได้หลากหลายจริงๆ  ทั้งยังนำเอานักแสดงสุดยอด(คนแกร่ง)อมตะอย่าง สตีฟ แมคควีน และ ดัสติน ฮอฟแมน มาเจอกันอีก ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับหนังในใจผมไปอีกนานทีเดียว

การขนย้ายนักโทษขึ้นเรือเพื่อไปยังคุกเฟรนช์กีอาน่า 
เริ่มต้นขึ้นที่ฝรั่งเศส ประชาชนย่านนั้นต่างให้ความสนใจ
เป็นอย่างมาก

ปาปิญอง(Steve McQueen) ชายหนุ่มผู้โชคร้าย โดนศาลตัดสินสั่งจำคุกตลอดชีวิตในคดีฆาตกรรมที่เขาเองไม่ได้ฆ่าใครเลย ด้วยโชคชะตาอันโชคร้ายของปาปิญอง ได้นำเขามาพบกับ 
หลุยส์ เดก้า(Dustin Hoffman)อดีตนักปลอมพันธบัตรระดับชาติ  


เดก้าแอบเอาเงินเข้ามาในคุกด้วยการกินลงไปในท้อง
เพื่อใช้ในการติดสินบนผู้คุมในคุก แต่เงินนี้เองได้ทำให้นักโทษหลายคนในคุก อยากจะลอบฆ่าเดก้าเพื่อเอาเงินนั้นมา  


ด้วยความจริงใจของปาปิญองที่ต้องการเป็นเพื่อนกับเดก้า
ทำให้เดก้าเองตัดสินใจได้ว่า อยากให้ปาปิญองคุ้มครองเขาเป็นพิเศษระหว่างรอย้ายไปคุกที่ผู้คุมติดสินบนได้ โดยปาปิญองขอใช้เงินของเดก้าในการหนีด้วย ซึ่งเดก้าก็ตกลงในข้อเสนอนั้น

ในคืนวันนั้นเอง เดก้าเกือบถูกนักโทษ2คนฆ่าผ่าท้องเอาเงิน
แต่ไม่พ้นมือผู้คุ้มครอง นักโทษ2คนนั้นจึงถูกฆ่าปาดคอด้วยมีดของปาปิญองนั่นเอง

เมื่อเดินเรือมาถึงคุกเฟรนช์กีอาน่า ก็มีนักโทษคนหนึ่งเข้ามาคุยกับเดก้าว่า รู้จักเดก้า เดก้าเป็นคนฉลาด
และเขายังบอกด้วยว่ารู้จักกับผู้คุมที่พอจะติดสินบนได้ เป็นเพื่อนเขาเอง  ปาปิญองจึงวางแผนใช้เงินของเดก้าติดสินบนผู้คุมนายนั้น เพื่อให้เขากับเดก้าได้ไปทำงานข้างนอกคุก ที่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ 

แล้วฉากนี้ก็มาถึง ฉากการประหารชีวิตนักโทษคนหนึ่่ง โดยนักโทษทุกๆคนจะต้องมาคุกเข่าดูการประหารครั้งนี้ด้วย [คล้ายเชือดไก่ให้ลิงดู]  มีบาทหลวงเดินสวดก่อนนำนักโทษขึ้นแท่นประหาร การประหารเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาผมใจหายเลยทีเดียว มันค่อนข้างดิบมากๆ ใช้แค่การตัดต่อนิดหน่อย แบบว่า ขึ้นแท่นปั๊บ ..ฉึบ!!  หัวขาดแล้ว 555

พอถึงวันที่ผู้คุมต้องแบ่งหน้าที่ให้นักโทษไปทำงาน เดก้าโชคไม่ดี ไปเจอผู้คุมที่โกรธแค้นเขาที่ทำให้ครอบครัวของผู้คุมคนนั้นสูญเสียทุกอย่างเพราะพันธบัตรปลอมของเดก้านั่นเอง  เดก้ากับปาปิญองจึงถูกส่งไปทำงานที่ กิโล 40 !!! [ลากท่อนซุง 40 กิโล] O_o"



ในวันต่อมา เดก้าและปาปิญองได้ไปทำงานใหม่ คือการจับผีเสื้อ เดก้ารู้ดีว่าผีเสื้อที่จับนี้
ใช้ในการพิมพ์พันธบัตรสหรัฐอเมริกาได้ เดก้าจับพี่เสื้อสีน้ำเงินให้ปาปิญองนำไปให้ผู้คุม เพื่อให้ปาปิญองเข้าไปเจรจากับผู้คุมเรื่องติดสินบนเพื่อหลบหนีออกจ
ากเฟรนช์กีอาน่า  การเจรจาเป็นไปด้วยดี ผู้คุมบอกกับเขาว่าจะมีเรือมารอรับเขาและเพื่อนอีก1อาทิตย์

ต่อมาในวันเดียวกันนี้เอง เดก้าถูกผู้คุมทำร้ายเหตุเพราะเขาอาเจียนจากการเห็นศพเพื่อนนักโทษที่โดนฆ่าเพราะแอบหนีตอนที่อยู่ห้องพยาบาล ผู้คุมทำร้ายเดก้าอย่างไร้เหตุผล ปาปิญองจึงเข้าไปช่วยโดยเอาน้ำร้อนต้มเดือดๆ สาดเข้าหน้าผู้คุมคนนั้นจังๆ [แบบสงกรานต์บ้านเราเลย] แล้วเขาก็หนีการจับกุมเข้าไปในป่าคนเดียว  ไม่นานปาปิญองก็ถูกจับกลับขึ้นเกาะ เข้าคุกขังเดี่ยว ที่ซึ่งมีกฎเหล็กคือ เงียบสนิท! ปาปิญองเริ่มปรับตัวให้เข้ากับห้องขังเดียว เขาทำตามผู้คุมสั่งทุกอย่าง 

เดก้ารู้สึกสงสารปาปิญองมากที่ยอมเสี่ยงตายช่วยเขา และยังต้องถูกขังเดียวอีก เดก้าจึงแอบส่งเนื้อมะพร้าวเข้าไปให้ปาปิญองกินทุกวัน   แล้วความซวยก็มาเยือนปาปิญอง เขาโดนจับได้ว่ามีคนแอบส่งเนื้อมะพร้าวมาให้กินทุกวัน ผู้คุมกดดันและบังคับให้เขาบอกชื่อของคนที่ส่งมาให้ แต่ปาปิญองก็ไม่ยอมบอกอะไรทั้งนั้น   สุดท้ายผู้คุมจึงสั่งให้ลงโทษลดอาหารครึ่งหนึ่ง และ ให้เอาผ้ามาปิดกั้นแสงไว้ เป็นเวลา 6 เดือน หลังจากวันนั้นปาปิญองก้อไม่ได้เห็นแสงสว่างอีกเลย จะมีก็เพียงแสงที่ลอดผ่านรูเล็กๆ


วันเวลาผ่านไปรวดเร็วปาปิญองยังคงไม่ได้เห็นแสงแดด อาหารก็ไม่เพียงพอในแต่ละวัน 
ส่งผลต่อสภาวะจิตใจเขาเป็นอย่างมาก 
[ถึงขั้นกินแมลงในคุก]   เมื่อข่าวปาปิญองโดนลงโทษ
ไปถึงหูเดก้า เขาก็เริ่มรู้แล้วว่าอีกไม่นาน
ปาปิญองคงจะต้องพูดชื่อเขาออกมาแน่นอน 
เพราะโดนลงโทษซะขนาดนี้ 





เมื่อครบกำหนดขังเดี่ยว 6 เดือน สภาพร่างกายของปาปิญองเปลี่ยนไปมากทีเดียว เขาดูแก่เร็วมาก ผมหงอกตาพล่ามัว เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เขายังคงถูกถามคำถามเดิมๆ จากผู้คุมคนเดิมๆ ว่า ใครส่งเนื้อมะพร้าวมาให้
แต่เขาก็ยังยืนยันคำตอบเดิม คือ "ไม่รู้"  เมื่อถูกขังเดี่ยวจนครบ 6 เดือน เขาก็ได้ออกไป...

โปรดติดตาม...   


วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552

The Begin of Happening #1

สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ...
ก็ไม่รู้ว่าเพื่อ จุดประสงค์อะไร
บางทีเราก็อยากฟังเสียงของตัวเองบ้าง


"เรากลัว..."



"กลัว" ว่าถ้าตื่นขึ้นมา
จะจดจำเหตุการณ์บางเรื่องไม่ได้



แต่มันก็คงเป็นได้เเค่ความกลัวในใจเท่านั้น
เราไม่มีทางลืมอะไรได้ง่ายขนาดนั้นหรอก
เพราะเราไม่ใช่ปลาทอง


ที่นี้ เลยเป็นที่ๆ เราจะ เขียน 
และบันทึกสิ่งต่างๆที่เรา เคยคิด เคยจำ เคยดู
และอยากกลับนึกถึงเรื่องเหล่านั้นอีก 

Blog นี้จึงถือเป็นเครื่องย้อนความจำ
ของเราที่ใครจะเข้ามาร่วมแบ่งปันด้วยก็ได้
^^ 



ที่จริงแล้ว 
ไอ้ความจำที่ผมกลัวว่าจะลืมบ่อยๆครั้งนั่น
ก็คือ หนังที่ผมดูมันซะแทบจะทุกคืนนั่นละ
มันทำให้ผมกลัวมากขึ้นทุกครั้งที่ดูมันมากขึ้้น
ผมกลัวว่าจะจำผิด จับเรื่องนู้นมาผสมเรื่องนี้
จนบางทีมันทำให้ผม สับสนตัวเองเหมือนกันว่า
ตกลงแล้ว เราดูหนังเรื่องนั้นเข้าใจหรือเปล่า
ทั้งๆที่ตอนที่ดูจบเอาแผ่นออก
เราก็ว่าเราเข้าใจแล้ว  แต่เมื่อผ่าน ไปหลายๆวันเข้า

ความทรงจำของหนังเรื่องใหม่ๆ มันก็เข้ามาแทนที่
บางทีอาจถึงขั้นสับสนตัวละคร ว่าอยู่ในเรื่องไหนกันแน่

ความรู้ด้านภาพยนตร์
ผมยังไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก

แต่การที่ผมได้ดูหนังมากๆ มันก็ทำให้ผมได้ซึมซับ
อะไรหลายๆอย่าง ทั้งการสื่ออารมณ์ผ่านมุมกล้อง
การสื่อความคิดของผู้กำกับผ่าน ภาพ แสง สี และ ขนาด

 

ผมชื่นชมผลงานของ  Larry Clark มากๆ
ยังไงถ้ามีใครที่ชอบผู้กำกับท่านนี้เหมือนผม
ก็เข้ามาพูดคุยกันได้นะครับ เราอาจจะคุยกันได้ยาวเลย
5555+

-COCO-